อารยธรรมอินเดียสมัยก่อนประวัติศาสตร์

      หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด คือ ขวานกำปั้น ทำด้วยหิน อายุประมาณ 400,000 ปี อยู่ในยุคหินเก่า ซึ่งผู้คนยังเร่ร่อนเก็บหาอาหาร ล่าสัตว์ รู้จักนำสุนัขป่ามาเลี้ยง ทำเครื่องมือหินให้ดีขึ้นในยุคหินกลางเมื่อราว 40,000 ปีล่วงมาแล้ว ครั้นถึงยุคหินใหม่เมื่อราว 7,000 ปีล่วงมาแล้วผู้คนเริ่มรู้จักการเพาะปลูก นำสัตว์มาเลี้ยง ปั้นหม้อ ภาชนะใส่อาหาร รู้จักทอผ้า ทำเครื่องนุ่งห่มและอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เป็นหมู่บ้านกสิกรรม บ้านสร้างด้วยอิฐ นับถือแม่พระธรณีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก

        อารยธรรมในยุคโลหะหรืออารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเริ่มเมื่อประมาณ 5,000 ปีล่วงมาแล้วโดยเป็นอารยธรรมของชาวอินเดียดั้งเดิม ที่เรียกว่า เผ่าทฺรวิฑ (Dravida) หรือทฺรวิฑเดียน (Dravidian) หรือทมิฬ ซึ่งอาศัยอยู่ในอินเดียมาตั้งแกต่ช่วงก่อนที่ชาวอินโด-ยูโรเปียน (พวกอารยัน) จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นผู้สร้างขึ้น ชาวเผ่าทฺรวิฑมีรูปร่างเล็ก ผิวคล้ำแหล่งอารยธรรมแม่น้ำสินธุอยู่ที่เมืองโมเฮนโจ-ดาโรและเมืองฮารัปปา (ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน)

            การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองทั้งสองดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเจริญแบบอารยธรรมเมือง ตัวเมืองมีการวางผังเป็นย่านใหญ่ๆ แต่ละย่านมีตรอกแคบๆ เป็นตัวเชื่อมมีป้อมหรือมีที่หมั่นประจำเมือง มีที่อาบน้ำสาธารณะ แสดงให้เห็นความเชื่อในการชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อนประกอบพิธีกรรม มีระบบการระบายน้ำ มีย่านการค้า

              บ้านเรือนของคนที่มั่งคั่งเป็นบ้านสองชั้น สร้างด้วยอิฐ มียุ้งข้าว พืชที่สำคัญ คือ ข้าวสาลี ลูกเดือย ถั่ว งา ยังไม่มีหลักฐานว่ามีการปลูกข้าวเจ้า แต่มีการปลูกฝ้าย สัตว์เลี้ยงมี ควาย แกะ แพะ หมู สุนัข เป็ด ไก่ อาจรู้จักใช้มาแล้ว รู้จักใช้ทองแดง สำริด หลักฐานสำคัญ คือ ประติมากรรมรูปหญิงหรืออาจเป็นนางระบำ

               เรื่องสำคัญของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ ชาวเมืองมีพยัญชนะใช้หรือยัง มีการพบที่ประทับตรามากกว่า 2,000 ชิ้น ซึ่งอาจเป็นเครื่องหมายการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ตราประทับมักทำเป็นรูปสัตว์ เช่น วัว ควาย เสือ มีจารึกทำเป็นเครื่องหมาย ประมาณ 270 ตัว ซึ่งอาจเป็นเพียงเครื่องหมายหรือตัวอักษรแต่ยังก่อนอ่านไม่ได้ เครื่องหมายเหล่านี้อาจเป็นกำเนิดของตัวอักษรอินเดีย

                  ชาวเมืองในลุ่มแม่น้ำสินธุนับถือแม่ธรณี และเทพต่างๆ จำนวนมากเพราะมีรูปปั้นตุ๊กตาเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ที่เด่นมาก คือ รูปปั้นเทวดามีขา และรูปปั้นครึ่งตัว อาจเป็นพระหรือประมุขเผ่าชน ห่มผ้าลายดอกเฉียงไหล่ ไว้เครามีที่คาดผมแยกออกจากห่วงกลมตรงกลางหน้าผากอารธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุสลายไปประมาณ 1,500 ปปีก่อนคริศต์ศักราช อาจเพราะภัยธรรมชาติ โรคระบาดหรือถูกพวกอินโด-ยูโรเปียน (พวกอารยัน) อพยพและรุกรานเข้ามาในอินเดียผ่านทางช่องเขาไคเบอร์คาดว่าพวกอารยันคงใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าที่จะพิชิตเจ้าของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุลงได้

                  พวกอารยะหรืออารยันมีผิวขาว จมูกโด่ง รูปร่างสูง ซึ่งแตกต่างจากชาวพื้นเมืองเดิม ชาวอารยันได้ยึดบ้านช่อง ทรัพย์สินของพวกทมิฬ ให้ชาวทมิฬเป็นผู้รับใช้ และถูกเรียกว่า ทาส ซึ่งเป็นที่มาของการเกิด ‘วรรณะ’ (แปลว่าสีหรือสีผิว) เป็นการแยกชนชั้นโดยดูสีผิว และต่อมาเป็นการกำหนดหน้าที่อาชีพด้วยการเป็น นักรบ ทำหน้าที่ต่อสู้ป้องกันและขยายอำนาจ นักบวช ทำหน้าที่สวดมนต์อ้อนวอนต่อเทพเจ้าให้การทำงานประสบความสำเร็จ ชาวเมือง ทำหน้าที่เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย ต่อมาพวกนักรบจะเป็นวรรณะกษัตริย์ นักบวชเป็นวรรณะพราหมณ์ ชาวเมืองเป็นวรรณะไวศยะหรือแพศย์ และศูทรทำงานรับใช้ เป็นชนชั้นต่ำ

                    อารยธรรมของพวกอารยันที่สำคัญ คือ การแต่งบทสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในพิธีบูชายัญโดยนักบวช และบทสรรเสริญนี้ถ่ายทอดต่อกันมาโดยการท่องจำ ครั้นถึงประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีการรวบรวมและจัดระเบียบ แต่ก็ยังไม่มีการจดบันทึก จนกระทั่งราวศตวรรษที่ 8 หรือศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์ศักราช อินเดียจึงเริ่มมีการประดิษฐ์ตัวอักษร และมีการจดบันทึกคัมภีร์ทั้งหลาย

                       ประวัติศาสตร์อินเดียในช่วงนี้ เรียกว่า ยุคพระเวท (ประมาณ 1,500-900 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ตามชื่อพระเวทที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอารยัน คือ

 1. ฤคเวท เป็นบทสวดอ้อนวอนให้เทพเจ้าประทานชัยชนะแก่พวกตนเป็นบทสวดที่แต่งขึ้นในเวลาที่ยาวนาน

 2. ยชุรเวท เป็นคัมภีร์อธิบายวิธีประกอบพิธีบวงสรวง แต่งทีหลังคัมภีร์ ฤคเวท พิธีที่สำคัญ เช่น การบูชายันต์มนุษย์ การบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เทพองค์สำคัญที่บูชายังเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มขึ้นมา คือ รุท.มหาเทวะ (คือพระศิวะในเวลาต่อมา)

 3. สามเวท เป็นบทสวดสำหรับหรับการทำพิธีบูชาด้วยน้ำโสมในพิธีของบ้านเมืองหรือของกษัตริย์

               คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท เรียกรวมกันว่า ตรีเวทหรือไตรเพท และคัมภีร์อถรรพเวทเกิดขึ้นภายหลัง เรียกรวมกันว่า จตุรเวท

 4. อถรรพเวท เป็นคัมภีร์ขึ้นที่หลัง มีลักษณะะคล้ายฤคเวทในส่วนนับถือเทพที่เป็นคุณต่อมนูษย์ แต่อถรรพเวทนับถือเทพและไม่ใช่เทพและไม่ใช่เทพทั้งที่ให้โทษแก่มนุษย์ เช่น ภูตผีปีศาจ ดังนั้นจึงต้องมีการบูชา

               อารยธรรมในด้านอื่นที่สำคัญ เช่น การมีกษัตริย์เป็นประมุข มีสภาช่วยในการปกครอง สังคมพื้นฐาน คือ ครอบครัวที่สามีเป็นใหญ่ เศรษฐกิจเป็นแบบกึ่งเลี้ยงสัตว์และกึ่งการเพาะปลูก สัตว์เลี้ยงที่สำคัญ ได้แก่ วัว ม้า แกะ แพะ ชาวอารยันชอบดนตรี มีขลุ่ย พิณ กลอง ฉาบ มีฝีมือในการทำสำริดที่ดีกว่าอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

                อารยธรรมยุคมหากาพย์ (ประมาณ 900-500 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เรียกตามชื่อมหากาพย์เรื่องที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย 2 เรื่อง คือ มหาภารตะ ซึ่งเป็นเรื่องมหาสงความที่ทุ่งกุรุเกษตร ใกล้กรุงเดลี ของราชวงศ์ 2 ราชวงศ์เผ่ากุรุที่ขัดแย้งกันกันเอง กับ รามายณะ (รามเกียรติ์) ซึ่งเป็นเรื่องการสงครามระหว่างความดีกับความชั่วมีพระรามหรือพระกฤษณะ ที่อวตารลงมาเกิดบนพื้นพิภพเป็นตัวแทนความดี กับทศกัณฐ์ซึ่งเป็นยักษ์เป็นตัวแทนแห่งความชั่วที่มาแย่งนางสีดา มเหสีของพระราม มหากาพย์ทั้งสองเเรื่องอาจมีเค้าความเป็นจริงอยู่ด้วยเพราะช่วงนี้พวกอารยันได้ขยายอำนาจต่อไปทางตะวันออกและไปตั้งอาณาจักรในเขตพาราณสีหรือดบริเเวณตั้งแต่แม่น้ำยมนาไปทางตะวันออกจนสุดเบงกอล แต่ยังคงเป็นอาณาจักรเล็กๆ อยู่ยังไม่ได้เป็นอาณาจักรขนาดใหญ่มีอำนาจมาก

              อารยธรรมในยุคนี้สืบต่อจากยุคพระเวทและเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการก่อตั้งอาณาจักรของเผ่าต่างๆ มีราชธานีที่ถาวร สภายังคงมีอยู่แต่มีอำนาจน้อยลง การค้าและงานฝีมือมีมากขึ้น มีช่างโลหะ ช่างทอ ช่างย้อมผ้า ช่างไม้ ช่างปั้นหม้อ การบันเทิงก็มีมากขึ้น มีนักกายกรรม นักระบำ หมอดู เป็นต้น พิธีอัศวเมธหรือการพลีกรรมด้วยม้าก็เกิดขึ้นในสมัยนี้

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น